เมื่อมาอยู่ในที่พูดคนละภาษา ซึ่งภาษาท้องถิ่นที่นี่ก็ไมเก่ง ทำยังไงล่ะ จะรอให้คนที่นี่พูดภาษาเรา โอ้ย ฝันไปซิ ...ต้องไปเรียน ได้เจอคนใหม่ๆๆ ฝึกพูด เรียนรู้สิ่งใหม่ๆๆ แล้วเรียนที่ไหนดีล่ะ ...
แหล่งแรกเลย คืออินเตอร์เนต หาดูซิว่าในเมืองที่อยู่เนี่ยมีที่ไหนบ้าง แล้วจัดแจงเลือกที่ใกล้ๆๆ แต่ว่าไม่มีเลยแฮะ งั้นทำไงๆๆๆ...
แหล่งที่สองจากคำแนะนำของเพื่อน คือห้องสมุด โชคดีที่ห้องสมุดอยู่ใกล้เดินจากบ้าน 30 นาที ได้แล้วมีใบปลิว ที่สอนภาษาฟรีหลายที่เชียว แต่ปัญหาคือต้องไปเรียนที่เดินไปได้ก่อน เพราะยังไม่มีใบขับขี่ เลือกได้หนึ่งที่คือโบสถ์อยู่ในถนนเมน (Main street) เมื่อได้ที่เรียนแล้ว ไม่รีรอ โทรสอบถามวันเปิดเรียน และดูเส้นทาง(เส้นทางรู้แล้ว ดูว่าโบสถ์ไหน เพราะบนถนนเมนมีโบสถ์อยู่สองที่) เมื่อได้ข้อมูลครบ ถึงวันเปิดเรียนออกจากบ้าน เผื่่อเวลาเดิน 40 นาที (วันแรกๆๆ รู้สึกว่าไกลมาก แต่ปัจจุบันชินแล้ว เคยเดินไปรูัสึกว่าแป้บเดียว)
ที่โบสถ์ที่โอ้ทเริ่มเรียน แยกกลุ่มนักเรียนเป็นสองระดับ โอ้ทเลือกเรียนระดับต้น เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าเรียนระดับสูงกว่าจะรู้เรื่อง เริ่มต้นเลยดีกว่า ฟังรู้แต่พูดออกเสียงยังไม่ได้ดี ครูที่รับลงทะเบียนบอกไว้ว่าถ้าเรียนแล้วรู้สึกว่าช้าไปให้บอกจะย้ายห้องให้ แต่โอ้ทเรียนห้องเดิมจนกระทั่งเลิกเรี่ยน เริ่มเรียนตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2008 (ไปถึงได้ประมาณสองสัปดาห์หาที่เรียน) จนกระทั่งเดือน พฤศจิกายน เริ่มหนาว มีฝนด้วย เริ่มด้วยเดินไปเรียน พออากาศเริ่มเย็น ไม่ไหว ขึ้นรถเมล์ไป (ขี้นรถเมล์วันแรกอ่านที่นี่) วันนั้นยืนรอรถเมล์อยู่ รู้สึกว่านานมาก หนาวก็หนาว ฝนก็ลงปรอยๆๆ แล้วลมพัดอีก ไม่ได้ใส่ถุงมือด้วย ยืนสั่นแล้วมือก็แข็งๆๆๆ ทำไมรถไม่มาสักทีน่ะ สุดท้ายตัดสินใจเดินกลับบ้าน และจากวันนั้นตลอดฤดูหนาวไม่ออกจากบ้านเลยถ้าไม่จำเป็น ตอนนั้นยังไม่ต้องไปจ่ายตลาดเองเพราะใบขับขี่ยังไม่มี มิสเตอร์จะพาไปเสาร์-อาทิตย์
การเรียนที่โบสถ์ในห้องที่โอ้ทเรียน มีนักเรียนหลายคน เข้าๆๆ ออกๆๆ ตลอดเวลา บางวันมาร่วม 20 คน แต่ไม่เคยต่ำกว่า 10 คนเลยในแต่ละวัน คนที่มาเรียนแต่ละคนจากหลากหลายประเทศ ฉะนั้นสำเนียงฟังกัน แล้วต้องแปลกันอีกที นับถือครูจริงๆๆที่เข้าใจคนเรียนทุกคน คนที่มาเรียน บางคนพูดได้ แต่อ่านไม่ได้ บางคนฟังเข้าใจแต่ตอบเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ และบางคนไม่รู้เลย ครูจะแยกคนที่ไม่รู้ไปสอนส่วนตัวให้กระทั่งพอเข้าใจบ้าง จึงให้มาเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ครูจะเตรียมชีทมาให้ทุกครั้งที่เรียน เป็นเรื่องราวชีวิตประจำวัน เรื่องราวจากหนังสือพิมพ์ และเรื่องราว ประวัติเทศกาลต่างๆๆ ที่ใกล้จะถึง ณ ขณะนั้น ทุกคนจะอ่านวนกันไปรอบโต๊ะ อ่านคนละไม่กี่ประโยค เพราะนักเรียนเยอะอย่างที่บอกนะแหละ ที่โบสถ์จะมีการเรียนสัปดาห์ละวัน เวลา 2 ชั่วโมง แล้วมีกิจกรรมนอกสถานที่อีก หนึ่งวัน โอ้ทจะไปกิจกรรมไม่เคยขาดในช่วงแรกๆๆ มิสเตอร์ทำงาน ก็ยังได้ไปเห็นสถานที่กับกลุ่มที่โบสถ์ ไปร้านอาหารบ้าง พิพิธภัณฑ์ ตลาด สถานที่น่าสนใจ แล้วแต่นักเรียนจะนำเสนอ ณ ขณะนั้นมีเพื่อนคนญี่ปุ่นคนหนึ่งเป็นผู้คอยหาสถานที่น่าสนใจ และเป็นสาระถีพาเพื่อนๆ ไป ฉะนั้นใครที่ไม่มีรถก็ไม่มีปัญหา จุดนัดพบคือลานจอดรถที่โบสถ์นั่นเอง
ตั้งแต่เพื่อนคนญี่ปุ่นกลับไปแล้วตั้งแต่ต้นปลายปี 2009 จนทุกวันนี้ยังหาคนทำหน้าที่แทนไม่ได้ โอ้ทก็ไม่ได้ไปเรียน แต่ไปร่วมกิจกรรมที่โอ้ทสนใจอยู่เสมอ
อ่อ ลืมเล่าว่าครูที่สอนทุกคน เป็นอาสาสมัคร ไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าจ้าง แต่สอนด้วยใจรัก
เมื่อเราทำสิ่งใดไม่สำเร็จไม่ได้หมายความว่าเราล้มเลว เพียงแต่อย่าท้อ เริ่มทำใหม่ และทำต่อไป สักวันเราจะไปถึงเป้าหมาย เชื่อเถอะ!
อยากเป็นคนเก่ง ก็ได้เป็นคนเก่ง...เก่งที่สุดเท่าที่ตัวเองเป็น มาตรฐานคนอื่นไม่ต้องไปวัด แบบที่ตัวเองเป็น ยังมีหลายๆๆคนเป็นไม่ได้...เหมือนกัน
- โอ้ท@Oath
- คนธรรมดาคนหนึ่ง ชีวิตราบเรียบ พูดมากหาสาระได้น้อยแต่ฮา แถมชอบพีมพัมกับตัวเองบ่อยๆๆ แต่ไม่ได้บ้านะจะบอกหั้ย เข้าใกล้ได้จ่ะไม่กัดแน่นอน!
A simple person ,like to talk and sometimes humble with myself. I am not crazy but funny.Do not worry to come close to me,I will not bite!
โอ้ทเป็นคนตัวเล็กๆๆ อวบๆๆ ที่ไม่มีสาระสักเท่าไร ชีวิติเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เชื่อในความคิดของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็รับฟังผู้อื่นด้วย เมื่อตัดสินใจก้าวขาออกจากบ้านมาซะไกลมากๆๆทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยรู้ก็ได้รู้ ไม่เคยทำก็ได้ทำ เทคโนโลยีก้าวไกล ช่วยให้สามารถสื่อสารติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก รวมถึงระหว่างโอ้ทและพ่อ แม่ น้องๆๆด้วยเช่นกัน
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ขอบคุณมิตรภาพ และความคิดถึงที่เอามาฝากไว้ที่นี่ค่ะ