เริ่มจากตรงนี้...
ย้อนไปประมาณ 11 ปี(นับจากวันที่ด้านบนนะคะ)
จำความได้เริ่มเล่นอินเตอร์เนต และหัดแชท เมื่อเพื่อนน้องสาว เอาคอมฯ มาฝากไว้ที่บ้าน ไม่ได้คิดว่าจะต้องหาแฟนต่างชาติ อยากรู้ว่าไอ้แชทเนี่ยมันเป็นยังไง ปรากฎว่า ติดงอมแงมเลยค่ะ วันไหนไม่ได้เล่นนอนไม่หลับค่ะ แรกๆ หัดเล่นห้องคนไทย คุยนานเข้ารู้สึก เฮ้อ! ไร้สาระ ไม่สร้างสรรค์เลย อยากแชทภาษาอังกฤษบ้าง ทันสมัย
Date: August 25, 2007
Let go back 11 years from today ( the date above).
I started using the Internet when my sister’s friend brought his desktop computer to leave at our house. When I joined a chat room for the first time, I wasn’t thinking about finding a Western boyfriend. I was just curious to know what chatting was like. The outcome was: I became addicted to chatting. If I didn’t chat, I couldn’t sleep.
At first, I stayed in Thai chat rooms for a while, but eventually I got bored. The conversations weren’t fun anymore, and most of them felt flat — nothing that made my brain grow. Besides, I wanted to be modern and practice English.
คุยอยู่ประมาณ 1 ปีค่ะ มีหลายชาติ เสนอตัวจะเป็นแฟนเรา แต่สุดท้ายพอเช็คทางโทรศัพท์ (มีผู้แนะนำที่ดีว่าต้องทำอย่างไร ฝรั่งทำงานอยู่ไทย รู้จักจากยาฮูแมสเซ็นเจอร์ตอนแชทฝึกภาษาอังกฤษ) มีภรรเมียแล้วทั้งนั้น บางคนคุยกันสักระยะพอประมาณ (หลายเดือน) เริ่มคุยเรื่องมาหาเราผลที่ได้คือ หายยยยยยยยยยยยยยยย จ๋อยจ้า...
จนกระทั่งเจอคนจริง (ยังมะใช่สามีสุดรักค่ะ....ใจเย็นๆ เอาไว้ลุ้น) คุยกันทุกคืน หลังเลิกเรียนน่ะ ตอนนั้นเรียนรามฯ
ครบ 1 ปี เขาก็มา....คนนี้มา 2 ครั้ง (2 ปี) จนกระทั่ง.....
จดหมายใครส่งมาจากต่างประเทศ?
ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2547(2004)......เย็นวันหนี่งเมื่อกลับถึงบ้านจากมหาวิทยาลัย มีจดหมายจากต่างประเทศถึง Miss Pavinee Sirikhanth เอาละหว่า ใครว่ะ? รู้สึกแปลกประหลาดจริง ๆ นะคะ เพราะ ตอนนั้นเรามีแฟนแล้ว และไม่เคยให้ที่อยู่ หรือเบอร์โทรใครเลย ทุกคนที่แชทด้วยไม่เคยให้เหมือนกัน แล้วมาได้ไงเนี่ย ดังนั้นไม่รอช้าเปิดผนึก....
อุแม่เจ้า หนุ่มหล่อ ส่งจดหมายมา บอกว่าอยากเป็นแฟนเรา พร้อมรูปถ่าย 3 ใบ (ด้านล่าง) จากจดหมาย ทำให้นึกได้ทันทีว่าที่มาอย่างไร
เนื่องจากชอบเข้าไปอ่านเรื่องราว สาวไทย พบรักต่างชาติในเวบแม่สื่อต่าง ๆ และสมัครไว้ทั่วจนจำไม่ได้ว่าที่ไหนบ้าง แล้วไล่ลบไป แต่ไม่รู้ว่ามีเวบที่ไม่ได้ลบหลงอยู่ จนคุณสามี (ปัจจุบัน) เข้าไปเจอ รูปที่ลงก็แสนจะธรรมดา หน้าตาเด็กบ้านนอก เห็นแค่หัวด้วย ไม่เหมือนสาว ๆ ที่ลงประกาศสมัยนี้ สวยพริ้ง เป็นเพราะเราไม่ได้ตั้งใจเข้าไปหาแฟนน่ะสิ เพราะความอยากรู้ และช่วยหาแฟนให้ช่างทำเล็บ ผู้ชายบอกว่าเจอมาจากเวบเอเชี่ยนอะไรสักอย่าง.........จำไม่ได้ ทำไงล่ะ?
อีเมล์บอกแฟนหนุ่มอังกฤษ(ในขณะนั้น) ให้รู้ว่ามีผู้ชายส่งจดหมายมาหานะ ต้องการเป็นแฟน จะให้ตอบไหม ที่จริงเราอยากตอบน่ะ สรุปว่าไม่มีปัญหา ตอบจดหมายไป (ตามอีเมล์ที่เขาให้มาในจดหมาย) ว่าเป็นได้แค่เพื่อน เพราะ มีแฟนอยู่แล้ว ติดต่อกันอยู่ทางอีเมล์ทุกวัน เขาโทรมาบ้าง กระทั่ง ธันวาคม ปีนั้น มีเรื่องที่หักเห คงเป็นบุปเพ....อิอิ
แฟนหนุ่มอังกฤษ(ในขณะนั้น) ขาดการติดต่อ มารู้อีกทีเพราะอินเตอร์เนต หรือ สายสัญญาณมีปัญหาทำให้เราไม่ได้รับอีเมล์เขาเลย แม้กระทั่งเขาส่งจดหมาย แนบเงินมาให้ช่วยย้ายอพาร์ทเม้นท์ไม่ได้รับ (ครั้งแรกที่ออกจากบ้านมาอยู่คนเดียว เพราะทำงานไกลน่ะ เดินทางเหนื่อย ไม่ไหว) รู้ตอนที่ติดต่อกันได้ เขาบอก....
เราว่าบุพเพ เพราะ ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ไม่เคยได้รับ อีเมล์จากแฟน ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่โทรมาหาเรา ดังนั้นเราตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับผู้ชาย(ที่ส่งจดหมายมา)จากเพื่อนเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเกือบเป็นแฟน หนุ่มอเมริกันสุดหล่อ จนกระทั่ง คริสมาสต์ปีนั้น แฟนคนอังกฤษติดต่อมา(จนได้) เราหักอกหนุ่มอเมริกัน.....
เอาละซิ ยุ่งกันไปใหญ่....ฮ่าฮ่า
จุดหักเห.....และเริ่มต้น
เราพยายามโทรไปหาหนุ่มอเมริกันเพื่ออธิบายว่าไม่ได้ มีเจตนา อีกอย่างเราก็ยังไม่เป็นแฟนกัน แค่มากกว่าเพื่อนเท่านั้น....
หนุ่มอเมริกัน (สามีเราเองในปัจจุบัน) ไม่รับโทรศัพท์ เราไม่ละความพยายาม กระหน่ำอีเมล์ จนกระทั่งหนุ่มอีเมล์มาบอกว่าขอจบกันเพียงเท่านี้ พร้อมกับส่งรูปเราและของที่เราส่งไปให้ในตอนนั้นกลับมา (ออกจากอเมริกาแล้วน่ะ บอกให้เราส่งรูปเขากลับไปด้วยนะ (น้ำตาล้นจอละซิฉากนี้)...
ส่วนทางแฟนคนอังกฤษ โทรศัพท์คุยจนเข้าใจกัน ในที่สุด หนุ่มอเมริกันรับโทรศัพท์ ในวันนี้เอง ถึงที่สุดแล้วไง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปกระทบกับการทำงานเราด้วย หนุ่มมะกันเองไม่เป็นอันทำงานเหมือนกัน เพราะ เศร้า เราเลยตกลงกันว่า มาเริ่มต้นกันใหม่จากการเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้กัน ในขณะที่แฟนคนอังกฤษไม่เคยบอก หรือแสดงว่าจะมีความมั่นคงให้กับเราในอนาคต.....
เฮ้อ!คิดแล้วหนักหนาเอาการ เกือบไปแล้ว...
ตอนนั้นหนุ่มอเมริกันติดต่อกับผู้หญิง จากเวบแม่สื่อ 2-3 คน เราอีเมล์หากันทุกวันนับตั้งแต่นั้น ในฐานะเพื่อน ...มีเซอร์ไพรส์อีกแล้ว วันวาเลนไทน์มีบริษัทดอกไม้โทรมาว่ามีคนส่งมาให้จากต่างประเทศ...
เอาละซิจากคนไหนล่ะ ถามสองคนไม่มีใครบอก...แฟนคนอังกฤษนั่นเอง เป็นคนส่งมา
เรายังคุยกะหนุ่มอเมริกันทางอีเมล์ทุกวัน ในขณะที่ไม่ได้ปิดแฟนคนอังกฤษ จนกระทั่งแฟนคนอังกฤษมาไทยเดือน เมษายน 2548( 2005) เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเรารู้มาว่าเขาแต่งงานแล้ว อยู่ด้วยกันที่ประเทศอังกฤษ 10 กว่าปี...
เศร้ามาก เราถามหนุ่มอเมริกันว่าจะมารู้จักกันไหมแบบตัวเป็น ๆ โดยไม่เจาะจงสถานะอะไรทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่มาฉันจะหาใหม่แล้วนะ (มีขู่...555) แล้วผู้ชายอเมริกันมาไทย 18 -24 กรกฎาคม 2548...
ลุ้นกันต่อนะคะ ขอยก บางส่วนจากอีเมล์ที่หนุ่มอเมริกันส่งมา ให้หมั่นไส้กันค่ะ เพราะถ้าเอามาทั้งหมดยาวเกินไปเพราะเขียนมาครั้งละ 1-2 หน้า อีเมล์นี้หน้าครึ่ง ตัดมาเฉพาะเด็ดๆ จ้า...อิอิ
From: Peterson
Sent: Wednesday, December 15, 2004 11:25:48 AM
To: oathka
to my love, Pavinee
I just got done speaking with you on the phone at this point in the letter. I just wanted to let you know that only you have my love. I just wish I was there to show you. It is no good to only say you love a person and not show love. A person must show love too.Do you think we could sit down with your parents in April and talk about a wedding ceremony?
Love,Darin
วันที่รอคอย...ความจริงที่จับต้องได้
เย็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 เลิกงานรีบกลับไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปรับหนุ่มอเมริกันที่สนามบินดอนเมือง ตื่นเต้นค่ะ ...เอ! แต่งตัวยังไงดีน๊า? ก่อนจะมาถามฮี ได้คำตอบว่าชอบให้ใส่กระโปรงจะดูเป็นผู้หญิงหวาน เราอยากแต่งตัวยังไงตามใจ เราเลือกชุดกระโปรงยาวแขนกุดสีน้ำเงิน ออกเรียบร้อยค่ะเพราะตอนนั้นยังไม่แต่งเซ็กซี่ เพิ่งจะแต่งหลังจากแต่งงานแล้วนี่แหละค่ะ ก่อนหน้าจะออกทอม ๆ ปอน ๆ
เครื่องลง ห้าทุ่มกว่า ๆ ไปถึงก่อน ชั่วโมง ตอนนั้นยังไม่มีรถตัวเอง ใช้บริการแท๊กซี่ แวะกินข้าวก่อน หิวมากเลย ตั้งใจซื้อพวงมาลัยมะลิหอม ไปให้ด้วย ตลาดที่ดอนเมืองตอนนั้นไม่มีขายเลยไม่ได้อะไร กินเสร็จเดินข้ามสะพานลอยไปด้วยความตื่นเต้นสุด ๆ ไปถึงก่อนเวลาเครื่องลงหลายชั่วโมง มีเวลาเดินสำรวจสนามบิน ไปมา ใน-นอกประเทศ จนเหนื่อย (จริงๆแล้วไปผิดอาคารค่ะ) ...จ๊าก
ตรวจดูให้แน่ว่าเครื่องลงอาคารไหนแน่ ถึงเวลาเครื่องลง ใจเต้นตุ๊บ ๆ เลย คนออกมากันเยอะ แต่เอ นี่ใกล้จะตีหนี่งแล้วทำไมหนุ่มอเมริกันของเรายังไม่ออกมาซะที ทำไงดีเนี่ย โทรศัพท์ไม่เห็นมีสายเข้ามา ชักหงุดหงิดแล้ว เป็นห่วงด้วยว่าจะติดอะไรข้างในหรือเปล่า เลยตัดสินใจโทรไป ว้าว!! รับสายอย่างเร็วด่วนเลย ปรากฎว่ารอตรวจคนเข้าเมืองนาน และแลกเงินอยู่ด้านใน เขาโทรมาแล้วแต่ไม่รู้ว่าในประเทศไทยไม่ต้องโทรเหมือนอยู่ต่างประเทศ (เราก็ไม่รู้) และแล้วเวลาสำคัญก็มาถึง....
นัดกันอย่างดีน่ะว่าเรายืนรออยู่ตรงมุมไหน ฮีเดินผ่านไปเฉยเลย แว่บแรกที่เราเห็น โอ้ะ โอ...ทำไมน่ารักจัง
เมื่อก่อนยังผอมอยู่ค่ะ หน้าใส เราเดินไปสะกิดแขนน่ะ เหงื่อท่วม มีผ้าขนหนูผืนเล็กติดตัวตลอดเวลา จนทุกวันนี้ รอคิวแท๊กซี่....อิอิ เราจับมือหนุ่มไปตลอดทางเลยค่ะ....
ก่อนไปโรงแรม โรยัลปริ้นเซส ที่ศรีนครินทร์ แวะเอาเสื้อผ้าที่อพาร์ทเม้นท์...โอ้ทต้องทำงานอีก 2 วันก่อนหยุด วันแรกปล่อยให้ฮีนอนทั้งวัน วันที่ 2 บังคับค่ะ ดึงจากเตียง พาส่งขึ้นแท๊กซี่พร้อมบอกทางให้ไปเที่ยว เพราะไม่งั้นพ่อหนุ่มของโอ้ทจะไม่ไปไหนเลยค่ะ...
แล้วเมื่อโอ้ทหยุด 1 สัปดาห์พาฮีเที่ยวค่ะ ขับรถหลงก็ไม่รู้...อิอิ
ไปสวนงู กินข้าวกับพ่อแม่ เดินเที่ยวหน้ารามฯ ดูหนัง...
ปีแรกอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฮีอยู่แค่ 1 สัปดาห์เนื่องจากจุดประสงค์เพื่อเจอกันตัวเป็น ๆ และไม่แน่ใจว่าจะ ปิ๊งกันหรือเปล่าด้วยค่ะ...
และแล้ววันเดินทางกลับก็มาถึง...
ขอเม้าท์นิดนะคะ ขณะที่รอเวลาได้เข้าไปกินอาหารในร้าน ร้านหนึ่งในบริเวณสนามบิน ตอนคิดเงินพนักงานไม่เอามาทอนค่ะ ถึงแม้ 5 บาท....
โอ้ทไม่ยอม เห็นมากับต่างชาติแล้วจะงุบงิบได้ไง ต้องทอนเราก่อนซิ แล้วทิปอีกเรื่อง นี่อะไร เอาไปใส่กล่องเฉย โอ้ททวงที่เคาน์เตอร์ ไม่ปลื้มค่ะ...
ฮีส่ายหน้าประจำเรื่องทิปเมื่อโอ้ทเก็บไม่ให้ทิป ชอบเก็บเหรียญ 10 บาทไว้หยอดเครื่องซักผ้าค่ะ อีกอย่าง คนไทยนิสัยเคยตัวต่างชาติมาทีไรต้องมีทิปประจำทั้งที่ในราคาชาร์จไปแล้ว...
ถ้าบริการดีไม่ว่าเลย ชอบให้คนที่บริการกับตัวมากกว่าค่ะ ถ้าให้รวม คนที่ไม่ดีจะได้ส่วนแบ่งไปด้วย....
นอกเรื่องน่ะค่ะ เราไปถึงสนามบินก่อนเวลามาก เที่ยวบินที่ไปยังไม่แสดงบนจอ ทำให้ฮีเริ่มกังวลว่าจะได้กลับแน่หรือเปล่า คือนักเดินทางมือใหม่น่ะ ครั้งแรกที่มาเอเชีย และเป็นครั้งที่ 2 ออกจากอเมริกา (ครั้งแรกก่อนมานี่ 2 เดือนไปประชุมที่อิตาลี) เมื่อไม่เห็นเที่ยวบินบนจอทำให้ฮีกังวลเยอะมาก พากันเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ได้ช่องที่ต้องเช็คอินมา ต้องรอเวลา ฮีเข้าก่อนเวลา 10 นาที (กระชั้นชิดเกินไป) มารู้เมื่อฮีถึงอเมริกาแล้วว่าเกือบตกเครื่องเพราะต้องไปตรวจคนออกเมืองก่อน ฮีวิ่งสุดชีวิตเลยค่ะ เพราะประตูเครื่องกำลังจะปิด จากนั้นก็ไม่เคยเข้ากระชั้นชิดอีกเลยคะ














